พระสมเด็จวัดระฆัง

pic 01พิมพ์พระสมเด็จโต

ปัจจุบันการจัดพิมพ์ของพระสมเด็จโต   โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่    จะจัดตามลักษณะสัดส่วนขององค์พระ   ส่วนลำตัวและส่วนเศียร   ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ  (หรือมากกว่า 3 ระดับ)  ตามลักษณะขนาดขององค์พระ ได้แก่  พิมพ์ A , B และ C  แต่บางครั้งก็ระบุข้อแตกต่างได้ไม่ชัดเจนนัก   ขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ละคน   เพราะขาดการกำหนดรายละเอียดการจัดแบ่งตามแม่พิมพ์   ที่มีอยู่มากมายหลายแม่พิมพ์ด้วยกัน

การจัดแบ่งพิมพ์พระสมเด็จโต    ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่ง   ที่จัดพิมพ์โดยนิตยสาร  ‘ เตโชทิพย์ ’  (ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่จัดพิมพ์   ประมาณ พ.ศ. 2510 – 2520)   ได้กล่าวถึงข้อมูลที่นำมาประมวลแยกแยะพิมพ์พระสมเด็จ   จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ใกล้ชิดของสมเด็จโต   คือพระธรรมถาวร  (ช่วง ธรรมโชติ)  อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง    ตลอดจนการค้นคว้าจากหลักฐาน   และลักษณะความสอดคล้องของการพิมพ์พระที่สร้างขึ้นมา    ซึ่งในอดีตอาจจะเคยจัดพิมพ์เป็นหนังสือมาบ้างแล้ว    ปัจจุบันหนังสือและข้อมูลเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีการเปิดเผยให้นักนิยมพระเครื่องทั่ว ๆไป  และผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติความเป็นมาของพระสมเด็จได้รับทราบ   อีกทั้งมีการถ่ายทอดกันในวงแคบค่อนข้างจำกัด    การจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพิมพ์พระสมเด็จในระยะหลังนี้   ผู้เขียนมักจะเขียนตามประสบการณ์ของตัวเอง   ซึ่งบางกรณีก็จะขาดความแม่นยำ    มีทั้งการแต่งเติมข้อมูล   หรือกำหนดวิธีการจำแนกพิมพ์ขึ้นเอง   ให้รายละเอียดไม่เพียงพอ   หรือไม่ครบถ้วน    และทำให้ผู้อ่านสับสน   เนื่องจากมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน   หรือคลาดเคลื่อน    มือใหม่หัดส่องทั้งหลาย   จึงต้องเสียเวลาเรียนรู้   และบางครั้งต้องเสียทรัพย์จำนวนมาก   เพื่อเช่าบูชาพระสมเด็จ   ซึ่งภายหลังพบว่าไม่ใช่พระที่ถูกต้องตามแม่พิมพ์

การจัดสร้างพระสมเด็จ   มีประวัติความเป็นมาโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2355 – 2358    เมื่อครั้งสมเด็จโตยังเป็นพระลูกวัด    ขณะมีอายุได้  25 – 28 ปี    สมเด็จโตได้ศึกษาร่ำเรียนทั้งด้านปริยัติ   ด้านวิปัสสนา   และมนต์คาถากับอาจารย์หลายท่าน    เมื่อภายหลังจากที่ท่านเดินทางกลับจากกำแพงเพชร    และได้นำพระดินเผาจากกรุเมืองกำแพงเพชร   ทั้งที่มีสภาพดี   และที่ชำรุดแตกหักมาด้วย    และนำพระที่ชำรุดนี้มาตำบดเป็นผง   เพื่อเป็นมวลสารผสมในการสร้างพระสมเด็จในเวลาต่อมา    ขณะที่สมเด็จโตออกธุดงค์ในปี พ.ศ. 2358   ท่านได้ศึกษาเวทย์มนต์คาถาอาคมกับอาจารย์คง   เจ้าอาวาสวัดพิดเพียน   อยุธยา    อาจารย์แสง  ลพบุรี   เมื่อกลับจากธุดงค์แล้ว   จึงสร้างพระสมเด็จชุดแรกขึ้น    แต่ก็มีข้อสันนิษฐานว่าท่านเริ่มสร้างพระครั้งแรกที่วัดอินทร  (บางขุนพรหมนอก)  เป็นพิมพ์อกครุฑในปี พ.ศ. 2355    แม่พิมพ์ที่ใช้พิมพ์พระ   ได้รับจากช่างต่อเรือที่อู่บางขุนพรหมนอกสร้างขึ้นถวาย    และยังมีพระสมเด็จที่เทหล่อด้วยเนื้อตะกั่วถ้ำชาส่วนหนึ่งด้วย    นอกเหนือจากนั้นญาติโยมยังจัดทำแม่พิมพ์  ฐาน  5, 6, 7 และ9 ชั้นมาถวาย    ซึ่งต่อมานำไปสร้างเป็นพระสมเด็จเกศไชโย

ช่างต่อเรือจัดทำแม่พิมพ์ถวาย ดังนี้

  • พิมพ์อกครุฑ  หน้าโหนก                                          18  พิมพ์
  • พิมพ์ทรงเจดีย์ (เดิมเรียกพิมพ์พระประธาน)              2  พิมพ์
  • พิมพ์ใหญ่ (เดิมเรียกพิมพ์ชายจีวร) ชายจีวรหนา      2  พิมพ์

จากนั้นช่างสิบหมู่จัดทำแม่พิมพ์ถวายเพิ่มเติม    เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วมีถึง 373 พิมพ์  (หรืออาจมากถึง 384 พิมพ์)  ซึ่งประกอบด้วย

  • พิมพ์อกครุฑ  8 พิมพ์
  • พิมพ์ใหญ่  ชายจีวรหนา  และชายจีวรเส้นลวด
  • พิมพ์ฐานแซม
  • พิมพ์เจดีย์
  • พิมพ์เกศบัวตูม
  • พิมพ์สังฆาฏิ
  • พิมพ์ฐานคู่
  • พิมพ์เส้นด้าย

พระสมเด็จที่มีความงดงาม   และเป็นที่นิยมมากที่สุด   เป็นพิมพ์ที่แกะโดยหลวงวิจารเจียรนัย   ซึ่งเป็นช่างทองวังหลวง  จัดสร้างถวาย  เริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2408   เริ่มแรกมี 2 พิมพ์  (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพิมพ์ใหญ่)  และสร้างเพิ่มเติมอีก 4 พิมพ์  ได้แก่

  • พิมพ์เจดีย์                                         1  พิมพ์
  • พิมพ์ใหญ่   ชายจีวรบาง ฐานแซม    1  พิมพ์   (มีผ้าทิพย์)
  • พิมพ์ใหญ่   ชายจีวรเส้นลวด             1  พิมพ์
  • พิมพ์ใหญ่   ชายจีวรหนา                   1  พิมพ์

ในปี พ.ศ. 2410   เมื่อสมเด็จโตทำบุญอายุครบ 80 ปี   ได้ถวายแม่พิมพ์เพิ่มอีกคือ

  • พิมพ์เส้นด้าย                            1  พิมพ์
  • พิมพ์เจดีย์                                 1  พิมพ์
  • พิมพ์ใหญ่  ชายจีวรบาง            1  พิมพ์

รวมแล้วแม่พิมพ์พระสมเด็จที่หลวงวิจารเจียรนัยแกะถวายสมเด็จโต   ที่บันทึกไว้มี 9 แม่พิมพ์  (พิมพ์ใหญ่ 6 พิมพ์   พิมพ์เจดีย์ 2 พิมพ์  และพิมพ์เส้นด้าย 1 พิมพ์)  ไม่รวมพิมพ์ปรกโพธิ์   ที่แกะแม่พิมพ์ถวายในปี พ.ศ. 2412  (ใบโพธิ์เลื้อยข้างละ 9 ใบ)   และนำไปพิมพ์พระบางขุนพรหมอีกด้วย   อาจจะมีเอกสารอื่นที่สามารถระบุยืนยันพิมพ์พระสมเด็จ   ที่หลวงวิจารเจียรนัยแกะถวายมากกว่านี้อีก

วัสดุที่ใช้ในการสร้างพิมพ์

ดินเผา  ไม้จันทน์  หินอ่อน  หินลับมีดโกน  ปูนขาว  โลหะ  ฯลฯ    ในปัจจุบันพิมพ์แม่แบบเหล่านี้หาดูไม่ได้แล้ว   จากคำบอกเล่าของพระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม (พระอาจารย์จิ้ม กันภัย) ว่า   “ เมื่อท่านสิ้น  พิมพ์พระสมเด็จส่วนหนึ่งจะอยู่ที่วัดระฆัง  อีกส่วนก็กระจัดกระจายไปอยู่กับลูกศิษย์บ้าง  ชาวบ้านในละแวกนั้นบ้าง   ไม่ได้เก็บรักษาไว้ตามที่ควร    ภายหลังทราบว่าวัดได้ทำลายพิมพ์เหล่านั้นจนสิ้น   ด้วยเหตุแห่งมีการปลอมแปลงกันมาก ”

หลักฐานพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง

พระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างขึ้น  จึงมีพิมพ์ต่างๆมากมาย    ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพิมพ์นิยม   ที่นักสะสมพระเครื่องแสวงหากันในปัจจุบัน    พิมพ์พระสมเด็จที่สร้างขึ้นที่วัดระฆังยังประกอบด้วย

  • พิมพ์เกศไชโย
  • พิมพ์อกครุฑ
  • พิมพ์สังฆาฏิ
  • พิมพ์ฐานคู่
  • พิมพ์เส้นด้าย

พระสมเด็จดังกล่าวนี้   มีหลักฐานปรากฏว่ามีการสร้างขึ้นมาก่อนและเก็บไว้จำนวนหนึ่ง   หลังจากที่สมเด็จโตได้รับแม่พิมพ์พระที่ช่างและญาติโยมสร้างถวาย   แต่ด้วยลักษณะของพระที่สร้างขึ้นมา   มีความงดงามด้อยกว่าพิมพ์อื่นๆ   จึงเก็บแม่พิมพ์ไว้   ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงปรากฏว่า   มีพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์วัดบางขุนพรหม   และพิมพ์เกศไชโย   ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุกรุที่วัด   แต่อยู่ที่กรุวังหน้า   ได้ตกทอดกันมา  ปรากฏเป็นหลักฐานให้เห็นในปัจจุบัน

จนเมื่อสมเด็จโตจะสร้างพระบรรจุกรุที่วัดไชโย   เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่โยมมารดา   ท่านจึงนำแม่พิมพ์เก่าฐาน 5, 6, 7 และ 9 ชั้น   ที่แกะโดยโยมซึ่งเป็นหลาน (นายเทศ)  ที่เก็บไว้   มาใช้พิมพ์พระเป็นพระสมเด็จเกศไชโย ในปี พ.ศ. ๒๔๐๔

ส่วนพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้เดิมจำนวนมาก   ได้นำไปสมทบกับพระที่สร้างขึ้นใหม่   เพื่อบรรจุกรุเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองพระธาตุพนมจำลอง  ที่วัดพระแก้ววังหน้า  ในปีพ.ศ. ๒๔๐๑  (พระปิ่นเกล้า)  และพระธาตุพนมองค์จริงที่บูรณะเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๘   ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองในโอกาสที่ ร.๕ (ยังทรงพระเยาว์)  ทรงบรรพชาเป็นสามเณร  (พระปิ่นเกล้าสวรรคตในปีเดียวกันนี้)

เมื่อ ร. ทรงสวรรคต   และ ร.๕  ขึ้นครองราชย์  ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑   จึงมีการสร้างพระอีกวาระหนึ่ง   โดยนำแม่พิมพ์ทั้งแม่พิมพ์เดิมและแม่พิมพ์ใหม่บางแม่พิมพ์   ทั้งพิมพ์ใหญ่  (ชายจีวร)   พิมพ์เจดีย์   พิมพ์เกศบัวตูม   พิมพ์ฐานแซม   พิมพ์สังฆาฏิ   พิมพ์ฐานคู่   พิมพ์เส้นด้าย   และพิมพ์ปรกโพธิ์   มาพิมพ์พระสมเด็จ   สมทบกับแม่พิมพ์ใหม่อีกส่วนหนึ่ง   เพื่อบรรจุกรุวังหลวงและวังหน้า  ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑  (ได้แต่งตั้งวังหน้าองค์ใหม่พร้อมกันด้วย)   ต่อเนื่องจนถึงปีถัดไป  (พ.ศ. ๒๔๑๒) อีกจำนวนหนึ่ง    พระสมเด็จที่พิมพ์ใหม่เพื่อบรรจุกรุวังหลวงและวังหน้าส่วนหนึ่ง   จะทาเคลือบด้วยรักแดง   รักดำ  และปิดทอง   อาจจะทาด้วยรักพม่า  (สีน้ำเงิน)  เป็นส่วนน้อย   และมีพระที่ทำขึ้นใหม่บางส่วน   ใช้ปูนกังไส (ปูนเพชร)  เป็นส่วนผสมด้วย   เพราะเป็นพระที่สร้างในวัง   จึงมีปูนที่นำเข้าจากประเทศจีนมาใช้   เพื่อเพิ่มความงดงามของเนื้อพระ

การสร้างพระเพื่อบรรจุกรุที่วังหลวงและวังหน้า   ถือเป็นงานพิธีหลวงเพื่อถวายกุศลแด่องค์กษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง (วังหลังจะมีเฉพาะสมัย ร.๑   จึงไม่แน่ใจว่าพระสมเด็จวังหลังได้สร้างจริง  และสร้างเมื่อใด)   ส่วนพระสมเด็จวัดระฆัง  (โดยปกติ)  วัดไชโย  และวัดบางขุนพรหม   ถือเป็นงานพิธีราษฎร์

หลังจากนั้น  จึงนำแม่พิมพ์ส่วนหนึ่งที่ยังคงสภาพดี   ไปใช้พิมพ์พระกรุบางขุนพรหมในปี พ.ศ. ๒๔๑๓   แต่เนื่องจากแม่พิมพ์พระเก่าที่เก็บไว้   มีอายุการเก็บรักษาไว้นานมาก (ประมาณ 20 -40 ปี)  จึงมีแม่พิมพ์บางอันแตกชำรุดขณะพิมพ์พระได้จำนวนไม่มากนัก ต้องจัดทำแม่พิมพ์พระขึ้นมาใหม่เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง   เพราะจำนวนพระที่จะพิมพ์   เพื่อบรรจุในกรุมีจำนวนมากถึง 84,000 องค์ ต้องเร่งรีบสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่จำกัด   นอกจากนั้น   ท่านยังนำพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างไว้จำนวนหนึ่ง  (ส่วนมากเป็นพิมพ์ใหญ่จากหลาย ๆ แม่พิมพ์  รวมถึงพิมพ์เกศไชโยที่เหลือจากกรุวังหน้า)  มาสมทบบรรจุในกรุ   เพื่อให้ได้พระครบตามจำนวนที่ต้องการ  (พระที่นำมาบรรจุกรุจากวัดระฆัง  ปัจุบันจะเรียกว่าพระสองคลอง)

การพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง วัดบางขุนพรหม   และวัดไชโย    นอกจากการพิจารณาพิมพ์พระที่ถูกต้องตรงกับแม่พิมพ์เป็นหลักแล้ว   จะต้องพิจารณามวลสาร   และสีขององค์พระที่สอดคล้องกับพิมพ์พระ  อายุความเก่าแก่ของเนื้อพระ  และองค์ประกอบอื่น ๆเช่น  รอยตัดขอบพระ  (พระสมเด็จวัดระฆังจะตัดขอบหลังจากแกะพระออกจากพิมพ์แล้ว   จึงตัดจากด้านหน้าไปด้านหลังเป็นหลัก ส่วนพระสมเด็จบางขุนพรหม   จะตัดขอบขณะพระยังอยู่ในแม่พิมพ์   จึงตัดจากด้านหลังไปด้านหน้า   แต่จะมีบ้างที่ตัดจากด้านหน้ามาด้านหลังเป็นส่วนน้อย   พิมพ์เกศไชโยจะตัดขอบจากด้านหน้า   และมีการลูบขอบพระหลังการตัดให้มน)   การยุบหดตัวของมวลสารและเนื้อพระ   ที่ทำให้เกิดร่องรอยบนผิวพระ   ความตื้นลึกของระดับพื้นผิวพระ   ความหนาและน้ำหนักขององค์พระ   โดยเฉพาะพระสมเด็จบางขุนพรหม   จะต้องพิจารณาสภาพผิวและธรรมชาติของคราบกรุด้วย    องค์ประกอบทั้งหมดจะต้องถูกต้องครบถ้วนเป็นความสมบูรณ์ของพระสมเด็จ  จึงจะถือว่าเป็นพระสมเด็จที่แท้จริง       

มวลสารที่เป็นส่วนประกอบหลัก  

มวลสารที่ใช้ผสมเป็นเนื้อพระของพระสมเด็จโต  ประกอบด้วย

  • ผงพุทธคุณทั้ง ๕    อันได้แก่
    • ผงอทธิเจ         มีอานุภาพในทางเมตตา  มหานิยม
    • ผงปัตถมัง       มีอานุภาพในทางคงกระพันชาตรี
    • ผงตรีนิสิงเห    มีอานุภาพในทางมหาเสน่ห์
    • ผงพุทธคุณ     มีอานุภาพในทางแคล้วคลาด  เมตตามหานิยม
    • ผงมหาราช     มีอานุภาพในทางมหาอำนาจ  เสริมบารมี

ผงเหล่านี้สมเด็จโตเก็บรวบรวมจากผงปูนดินสอ (ดินสอพอง) ที่ท่านเขียนอักขระ  ยันต์คาถาลงบนแผ่นกระดานชนวน   และได้บริกรรมท่องคาถาในขณะที่ท่านเขียนจนจบแล้ว   ก็จะลบอักขระ  เลขยันต์ต่างๆ   แล้วเริ่มต้นเขียนใหม่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ   ผงปูนที่ได้จากการลบกระดานชนวน   จะเก็บสะสมไว้จนมากพอ   ก็จะนำมาเป็นมวลสารหลักของการสร้างพระสมเด็จ

  • ไม้มงคลและว่านต่างๆ (ในบางพิมพ์)  ได้แก่  ดอกสวาท  ดอกกาหลง  ดอกรักซ้อน  ดอกกาฝากรัก  ดอกชัยพฤกษ์  ดอกว่านนกคุ้ม  ดอกว่านนางล้อม  ดอกว่านเสน่ห์จันทน์ขาว , เสน่ห์จันทน์แดง   ดอกว่านนางกวัก  ว่านพระพุทธเจ้าหลวง  ใบพลูร่วมใจ  ใบพลูสองหาง  ผงเกสรบัวทั้ง ๕   และเกษร ๑o๘
  • ดินอาถรรพ์  ได้แก่ดินเจ็ดโป่ง  ดินเจ็ดป่า  ดินเจ็ดท่า  ดินเจ็ดสระ  ดินหลักเมือง  ดินตะไคร่เจดีย์  ดินตะไคร่รอบโบสถ์  ดินตะไคร่ใบเสมา  ดินกระแจะปรุงหอม
  • เปลือกหอย   นำมาเผาและตำบดเป็นผงเนื้อปูน   และผงเปลือกหอยที่ไม่ผ่านการเผา
  • ใบลานคัมภีร์ที่ชำรุด   นำมาเผาและตำบดเป็นผง
  • อาหารและข้าวสุกที่แบ่งมาจากการฉัน   ท่านจะนำไปตากแห้ง   แล้วนำมาตำจนเป็นเม็ดเล็กๆ   กล้วยน้ำหว้าสุก  กล้วยหอมจันทน์  (รวมถึงผลขนุนสุก  ที่ทำให้เนื้อพระมีสีอมเหลือง)   ซึ่งจะนำมาตำรวมกับมวลสารต่าง ๆ   เพื่อให้เนื้อพระมีความเหนียวเกาะติดกันในขณะที่กดพิมพ์พระ
  • น้ำพุทธมนต์จากแหล่งต่างๆ
  • น้ำผึ้ง  น้ำอ้อยเคี่ยวจนเหนียว   หรือน้ำมันตังอิ๊วในการสร้างพระสมเด็จยุคหลัง
  • เกสรและดอกไม้บูชาตากแห้ง  นำมาตำบดเป็นผง
  • ผงถ่านที่ได้จากการเผาแม่พิมพ์ไม้ที่แตกชำรุด   ผงถ่านก้านธูปและเถ้าธูปบูชาพระ
  • ผงตะไบพระรูปหล่อต่างๆ  (ทองแดง เงิน ทอง)   ผงเหล็กไหล
  • ผงที่ได้จากการตำบดพระดินเผา  จากกรุกำแพงเพชรที่ชำรุดแตกหัก
  • พระธาตุแก้ว  ขนาดเม็ดเล็กและเป็นผงพระธาตุ   มีทั้งเนื้อแก้วใส  สีขาวขุ่น  สีอำพัน  สีแดงใส  สีแดงเข้ม

เนื้อพระสมเด็จ   

เนื้อพระสมเด็จ หมายถึงส่วนประกอบหลัก   และสีขององค์พระ (นอกเหนือจากผงวิเศษทั้ง ๕   และผงปูนเปลือกหอยเผา   ที่ต้องมีทุกองค์)  จัดแบ่งได้ดังนี้

  • เนื้อสีเขียวก้านมะลิ  (ขาวอมเขียว)   ซึ่งมีส่วนผสมของตะไคร่จากใบเสมา   ผงใบลาน
  • เนื้อสีขาวอมเหลือง  (สีดอกจำปา)   ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวสุก  ผงเกสร  อาจจะมีกล้วยหอมจันทน์  ขนุนเพิ่มด้วย
  • เนื้อสีขาวตุ่น  (ขาวอมเทา)   ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวสุก  ผงเกสร  ผงเถ้าใบลาน
  • เนื้อสีขาวด้าน   ซึ่งมีส่วนผสมของผงปูนเปลือกหอยที่ไม่เผา  ทำให้เห็นเป็นจุดวาวทั่วองค์พระ
  • เนื้อสีขาวนวล   ซึ่งมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่ไม่ทำให้เนื้อปูนเปลี่ยนสีไปจากเดิม (รวมถึงเนื้อพระบางขุนพรหม  ที่แก่ปูนเปลือกหอย และมีมวลสารน้อย)
  • เนื้อสีน้ำตาลไหม้ ผิวมะกอกสุก   ซึ่งมีส่วนผสมของผงใบลานไหม้  และเกสร ๑o๘ จำนวนมาก   ทำขึ้นครั้งเดียวขณะเป็นพระราชปัญญาภรณ์
  • เนื้อสีน้ำตาลอ่อน  มีส่วนผสมของน้ำผึ้งเพิ่ม (พิมพ์ฐานแซม)
  • เนื้อผงใบลาน สีเทาดำ และสีน้ำตาลดำ   ซึ่งมีขี้เถ้าใบลานทำให้เกิดสีเทา   และผงใบลานที่ไหม้ทำให้เกิดสีน้ำตาล
  • เนื้อสีแดงกวนอู   ซึ่งมีส่วนผสมของว่านสบู่เลือดเพิ่ม   ทำครั้งเดียวเพื่อแจกทหารไปปราบเงี้ยว พ.ศ. ๒๔o๒  สีชมพูแดง  มีเม็ดขาวกระจายทั่วทั้งองค์
  • เนื้อสีผงแป้งกระแจะเจิมหน้า   ซึ่งมีส่วนผสมของเนื้อว่านต่าง ๆ   และเพิ่มน้ำอ้อยเคี่ยว  สีขาวอมเทา
  • เนื้อผงดำ   ซึ่งใช้ถ่านที่ได้จากการเผาแม่พิมพ์ไม้ที่ชำรุดตำผสมเป็นหลัก  จะเห็นเม็ดขาวกระจายทั่วทั้งองค์  (พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ฐานแซม)
  • เนื้อเศษอาหาร  จะใช้ข้าวสุกตำผสมกับกล้วยและน้ำอ้อยเคี่ยว  ทำขึ้นสองครั้ง(  หลายพิมพ์)  มีสีดอกจำปา

พระสมเด็จวัดระฆัง   

พระสมเด็จวัดระฆัง  จัดแบ่งตามพิมพ์หลักได้ 5 พิมพ์  ดังนี้

  • พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่  (เดิมเรียกพิมพ์ชายจีวร)
  • พระสมเด็จพิมพ์เจดีย์  (เดิมเรียกพิมพ์ทรงพระประธาน)
  • พระสมเด็จพิมพ์ฐานแซม
  • พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม
  • พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์

พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่    จัดแบ่งประเภทตามแม่พิมพ์ได้  ดังนี้

  • พิมพ์ชายจีวรบาง           ชายจีวรเส้นเล็ก  เป็นผืนบางระหว่างข้อศอก และหัวเข่าด้านซ้าย
  • พิมพ์ชายจีวรหนา          ชายจีวรเส้นหนา ระหว่างข้อศอกและหัวเข่า ด้านซ้าย
  • พิมพ์ชายจีวรเส้นลวด    ชายจีวรเส้นนูนเล็ก  (เล็กกว่าเส้นบาง)  ระหว่างข้อศอกและหัวเข่า ด้านซ้าย

ส่วนพิมพ์ที่มีเส้นผ้าทิพย์แซมอยู่ใต้ตัก  ปัจจุบันจะเรียกว่า  พิมพ์ใหญ่พระประธาน

pic 1pic 6pic 4p1040223psd-14psd-11pic 4

******************************************************************************************************************

About these ads